การผ่าตัดใส่สกรูยึดกระดูกสันหลังแบบเปิดแผลเล็ก (Minimally Invasive Spinal Fixation)

โรคที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดใส่สกรูยึดกระดูกสันหลัง ส่วนใหญ่ได้แก่โรคกระดูกสันหลังเคลื่อน  (Spondylolisthesis) กระดูกสันหลังคด  (Scoliosis)  หรืออุบัติเหตุกระดูกสันหลังแตกหรือยุบ  โดยโรคที่พบบ่อยที่สุดคือ  โรคกระดูกสันหลังเคลื่อนที่ระดับเอว  เป็นโรคที่มีการเลื่อนไถลของกระดูกสันหลังชิ้นบน  เลื่อนในแนวระนาบ บนกระดูกสันหลังชิ้นล่าง  (รูปที่  ๑)  ทำให้กระดูกสันหลังชิ้นบนกดเบียดเส้นประสาท  ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังร้าวลงต้นขา  น่องหรือเท้า ตามการทำงานของ  เส้นประสาทเส้นนั้น  บางรายอาจปวดมากจนเดินไม่ได้หรือไม่สามารถขับถ่ายได้  ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มาพบแพทย์มักจะมีอาการปวดหลังมากกว่าอาการปวดร้าวลงขาหรือน่อง  นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยบางส่วนที่ไม่ได้มีอาการจากเส้นประสาทถูกกดเบียด  แต่มีอาการจากภาวะช่องโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ โดยจะมีอาการชาที่ต้นขา น่อง  หรือเท้า  หรือรู้สึกขาอ่อนกำลัง  ผู้ป่วยจะมีอาการในขณะที่ยืนนานๆ  หรือเดินสักพักจะก้าวขาไม่ออก  แต่เมื่อนั่งพักไม่กี่นาทีก็ดีขึ้นและเดินต่อได้ โรคกระดูกสันหลังเคลื่อนสามารถรักษาได้โดยการผ่าตัดใส่โลหะ  หรือสกรูยึดตรึงกระดูกสันหลัง  การผ่าตัดมาตรฐานที่ใช้ดั้งเดิมเป็นการผ่าตัดเปิดแผลยาวประมาณ  10-15  เซนติเมตร  (รูปที่  ๒)  ในแนวกลางหลังระดับเอว  ขณะผ่าตัดต้องเลาะถ่างกล้ามเนื้อออกจากแนวกลางข้างละประมาณ  5-6  เซนติเมตร  เพื่อที่จะสามารถใส่สกรูได้ในตำแหน่งที่ต้องการ จากนั้นจึงทำการตัดกระดูกที่กดเส้นประสาทออก  จะเห็นได้ว่าการผ่าตัดดังกล่าว  กล้ามเนื้อหลังจะได้รับความบอบช้ำจากการผ่าตัดเป็นอย่างมาก  เสียเลือดจากการผ่าตัดจำนวนมาก  ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวดแผลผ่าตัดมาก  ใช้เวลาในการพักฟื้นหลายวันหรืออาจเป็นสัปดาห์ จึงจะสามารถลุกยืนหรือเดินได้ และอาจมีภาวะแทรกซ้อนมากกว่า เช่น แผลติดเชื้อ ซีดจากการเสียเลือดมาก การเสื่อมของกระดูกข้อถัดไป เป็นต้น ในปัจจุบัน การผ่าตัดกระดูกสันหลังเจริญก้าวหน้าเป็นอย่างมาก  โดยเฉพาะการผ่าตัดหมอนรองกระดูกสันหลัง  ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเปิดแผลผ่าตัดใหญ่เหมือนในอดีต  สามารถเปิดแผลเล็กแล้วผ่าตัดผ่านกล้องจุลทรรศน์ (Microscope)  เพื่อตัดเอาชิ้นส่วนของหมอนรองกระดูกที่กดทับเส้นประสาทออก หรือผ่าตัดใส่สกรูยึดกระดูกสันหลังแบบเปิดแผลเล็ก  อาการของผู้ป่วยก็หายได้โดยที่ผลการรักษาไม่แตกต่างกับวิธีผ่าตัดเปิดแผลใหญ่  ทำให้ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวหลังการผ่าตัดได้เร็วขึ้นมาก และเจ็บแผลผ่าตัดเพียงเล็กน้อย  ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถลุกเดินได้ในวันรุ่งขึ้นหลังการผ่าตัด  แต่วิธีนี้ศัลยแพทย์ต้องมีความชำนาญในการผ่าตัดใส่สกรูยึดกระดูกสันหลังแบบดั้งเดิมร่วมกับสามารถผ่าตัดผ่านกล้องจุลทรรศน์ได้ วิธีการที่แตกต่างกันคือ  แพทย์จะลงแผลผ่าตัดที่หลังห่างแนวกลางไปทางด้านข้างทั้ง  2  ข้าง  แผลยาวประมาณ  2.5-3  เซนติเมตร (รูปที่  ๓)  แผลลงในตำแหน่งที่จะใส่สกรู  จากนั้นจะถ่างกล้ามเนื้อหลังออกเพียง  2.5  เซนติเมตร ด้วยเครื่องมือพิเศษ  เพื่อที่จะทำการใส่สกรู  (รูปที่  ๔)  โดยใช้ภาพถ่ายเอ็กซเรย์  (X-ray)  ช่วยในการบอกตำแหน่งและทิศทางในการผ่าตัดใส่สกรู  (รูปที่  ๕) หลังจากการใส่สกรูยึดกระดูกสันหลังแล้วแพทย์จะทำการตัดส่วนของกระดูกและหมอนรองกระดูกสันหลังที่กดทับเส้นประสาท ด้วยการผ่าตัดมองผ่านกล้องจุลทรรศน์  (Microscope) เมื่อเทียบขนาดของความยาวแผล  และขนาดของกล้ามเนื้อที่ต้องเลาะถ่างออก  จะเห็นได้ว่าการผ่าตัดวิธีเปิดแผลเล็กเพื่อใส่สกรู กล้ามเนื้อได้รับความบอบช้ำจากการผ่าตัดน้อยมาก จึงทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บแผลผ่าตัดน้อย  ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวหลังการผ่าตัดได้เร็วขึ้นมาก  ผู้ป่วยเกือบทุกรายสามารถลุกขึ้นยืนหรือเดินได้ในวันรุ่งขึ้นหลังการผ่าตัด และสามารถกลับออกจากโรงพยาบาลได้ในเวลาภายใน  2-3  วันหลังการผ่าตัด กล่าวโดยสรุป ข้อดีของการผ่าตัดใส่สกรูแบบแผลเล็ก ผลการรักษาเทียบเท่าการผ่าตัดแบบมาตรฐานดั้งเดิมแต่ภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่า กล้ามเนื้อบอบช้ำน้อยกว่า กล้ามเนื้อถูกเลาะถ่างน้อยกว่า ทำให้ปวดแผลน้อยกว่า ใช้เวลาพักฟื้นน้อยกว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถลุกเดินได้ในวันรุ่งขึ้น เสียเลือดจากการผ่าตัดน้อย แม้จะผ่าตัดในคนอ้วนมาก ข้อจำกัดของการผ่าตัดใส่สกรูแบบแผลเล็ก การมองตำแหน่งทางกายภาพและพยาธิสภาพของโรคทำได้ยาก เพื่อความปลอดภัยจึงต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ (microscope) ในการผ่าตัดลดการกดทับเส้นประสาท หรือผ่าตัดหมอนรองกระดูกสันหลัง แต่ต้องอาศัยแพทย์ที่เชี่ยวชาญในการใช้กล้อง microscope ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะกระดูกพรุนรุนแรง ไม่สามารถผ่าตัดผู้ป่วยที่มีภาวะกระดูกสันหลังคดผิดรูปรุนแรงหรือผู้ป่วยที่มีภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อนมากๆ