
ประสาทศัลยแพทย์ สถาบันประสาทวิทยา

ประสาทศัลยแพทย์ สถาบันประสาทวิทยา
โรคหลอดเลือดโป่งพองในสมอง (Cerebral aneurysm)
คือ ภาวะที่ผนังของหลอดเลือดบางจุดไม่แข็งแรงจากปัจจัยต่างๆจนเกิดการโป่งพองขึ้น อัตราการเกิดหลอดเลือดโป่งพองในสมองคิดเป็น 0.4-3.2 % ของประชากรทั่วโลก เป็นภาวะที่ไม่ได้พบบ่อย ส่วนใหญ่ (50-80%) ไม่แตกและไม่แสดงอาการถ้ามีขนาดเล็กในตำแหน่งที่ความเสี่ยงต่ำ การตรวจร่างกายมักไม่พบความผิดปกติทางระบบประสาท บางครั้งอาจพบหลอดเลือดโป่งพองได้ในภาพทางรังสีจากการตรวจรักษาภาวะอื่นๆ แต่กรณีที่หลอดเลือดโป่งพองในสมองนั้นแตก อาจมีอาการเกิดขึ้นแบบรุนแรงและรวดเร็ว ผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตหรือเกิดความพิการได้ 40-50% มีโอกาสเสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาล 15% และประมาณ 2 ใน3 ของผู้ป่วยที่รอดชีวิต อาจจะมีความผิดปกติทางระบบประสาท เช่น อาการอ่อนแรง ความจำแย่ลง


โดยอัตราการเกิดหลอดเลือดโป่งพองในสมองแตก คือ 6-16 คนในประชากร 100,000 คน ถือว่าพบได้น้อยมากแต่จัดเป็นภัยเงียบที่อันตรายมาก เนื่องจากผู้ป่วยจะมีอาการเมื่อผนังหลอดเลือดเริ่มมีการปริแตก ผู้ป่วยบางราย อาจมีเวลาพอให้รู้ตัวจากสัญญาณเตือน คือ มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงและฉับพลัน (10-40%) มีการมองเห็นที่ผิดปกติ หรือมีหนังตาตก (มีรายงานว่าอาจเป็นวันถึงสัปดาห์) แต่ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการรุนแรงได้ในเวลาสั้นๆจนสับสน ซึม หมดสติ หรือมีอาการชักเกร็ง จึงเป็นโรคที่ต้องตระหนักถึงเสมอ เพราะถ้าผู้ป่วยรีบพบแพทย์จนได้รับการวินิฉัยและรักษาทันเวลา ระดับความรุนแรงของความพิการและอัตราการตายอาจจะลดลง
อาการแสดงของโรคหลอดเลือดสมองโป่งพองที่ปริแตกคือ
1.ปวดศีรษะแบบทันทีทันใดและรุนแรงมากที่สุดในชีวิต (thunderclap headache) อาจมีคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย อย่างไรก็ตาม อาการนี้ไม่มีลักษณะปวดแบบเฉพาะ ทำให้แยกได้ยากจากการปวดศีรษะประเภทอื่นๆ ดังนั้น หากผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นอาการปวดศีรษะจากโรคอื่นๆแต่รักษาโดยแพทย์แล้วไม่หาย แนะนำให้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือส่งตรวจเพิ่มเติมเพื่อประเมินซ้ำ
2. ปวดตึงต้นคอ หรือ คอแข็ง (Stiff neck)
3. แพ้แสง (Sensitivity to light)
4. ตามัวหรือเห็นภาพซ้อน (Blurred or double vision)
5. หนังตาตกและรูม่านตาขยาย
6. สับสนทันทีทันใด (Sudden confusion)
7. ระดับความรู้สึกตัวลดลง (Loss of consciousness)
8. ชัก
9. แขนขาอ่อนแรง
ปัจจัยเสี่ยงและสาเหตุของการเกิดโรค
1. ปัจจัยทางกายภาพหรือพันธุกรรม
- โรคเกี่ยวกับผนังหลอดเลือดหรือเนื้อเยื่อ (Connective tissue disease) เช่น Coarctation of aorta, Ehlers-Danlos syndrome, Marfan syndrome, fibromuscular dysplasia
- เพศหญิงมีโอกาสเกิดมากกว่าเพศชาย (3:2)
- ประวัติครอบครัวเป็นโรค 2 คนขึ้นไป (ใน first degree relatives)
- Genetic diseases ที่พบหลอดเลือดโป่งพอง เช่น Autosomal dominant polycystic kidney disease, Neurofibromatosis type I, Hereditary hemorrhagic telangiectasia, Klinefelter syndrome, Noonan’s syndrome, Tuberous sclerosis
- อาจพบร่วมกับโรคหลอดเลือดผิดปกติในสมอง (Arteriovenous malformation)
- บางเชื้อชาติพบอัตราการเกิดได้มากกว่าประชากรทั่วไป เช่น ฟินแลนด์ ญี่ปุ่น
2. ปัจจัยที่เกิดภายหลัง และทำให้ผนังหลอดเลือดเสียความแข็งแรง
- การสูบบุหรี่ มีผลต่อความแข็งแรงของผนังหลอดเลือดอย่างชัดเจน และมีผลต่อการแตก
- ความดันโลหิตสูง ส่งผลได้มากหากผู้ป่วยคุมโรคได้ไม่ดีหรือไม่ต่อเนื่อง
- อายุมากขึ้นโดยมีรายงานว่าเริ่มเกิดหลอดเลือดโป่งพองได้ตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป เนื่องจากอายุมากขึ้นอาจเริ่มเสียความยืดหยุ่นที่ผนังหลอดเลือด
- การดื่มสุรามากเกินไป
- การใช้ยาเสพติด โดยเฉพาะ Cocaine, Amphetamine
- การติดเชื้อในกระแสเลือดหรือผนังหลอดเลือด
- การบาดเจ็บที่ศีรษะและสมองอย่างรุนแรง (Severe head injury)
การรักษาโรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง
โดยทั่วไปแบ่งกว้างๆได้ 2 แบบ ได้แก่ การติดตามอาการและขนาดของหลอดเลืดโป่งพองเป็นระยะร่วมกับคุมปัจจัยเสี่ยงของการเกิดหลอดเลือดสมองแตก และการผ่าปิดหรืออุดส่วนที่โป่งพองนั้นจากหลอดเลือดส่วนที่ปกติ
การผ่าปิดหรืออุดผนังหลอดเลือดโป่งพอง ทำได้ 2 วิธีหลัก (ดังรูปด้านล่าง)
- Open surgery มักเป็นการผ่าตัดโดยใช้ clip หนีบบริเวณหลอดเลือดส่วนที่โป่งพอง เพื่อลดการไหลเวียนเลือดเข้าไปในผนังส่วนนั้น, ลดโอกาสแตกซ้ำ มีอัตราการเป็นซ้ำต่ำ เหมาะกับหลอดเลือดโป่งพองทีมีขนาดใหญ่ ผู้ป่วยที่มีความดันในกะโหลกสูงหรือมีเลือดออกในเนื้อสมองร่วมด้วย ในบางรายที่มีลักษณะซับซ้อนมาก แพทย์อาจพิจารณาปิดหลอดเลือดบางส่วนร่วมกับการตัดต่อหลอดเลือด (bypass) เพื่อรักษาเนื้อสมองของผู้ป่วยให้มากที่สุด ส่วนการฟื้นตัวหลังผ่าตัดขึ้นกับหลายปัจจัย ได้แก่ อาการก่อนจะเริ่มรักษา อายุและโรคร่วมของผู้ป่วย
- Endovascular treatment ซึ่งประกอบด้วย coiling, stent-assisted coil หรือ flow diversion with stent เป็นการอุดบริเวณหลอดเลือดที่โป่ง เพื่อลดโอกาสแตกซ้ำ เป็นการรักษาผ่านการสอดท่อและอุปกรณ์เข้าทางหลอดเลือดที่ขาหนีบหรือข้อมือ วิธีนี้ไม่ต้องผ่าตัดเปิดกะโหลกทำให้มีการฟื้นตัวที่เร็วกว่า แต่มีความเสี่ยงในการเกิดหลอดเลือดแตกเพิ่ม มีโอกาสแตกซ้ำหรือเป็นซ้ำได้มากกว่า และมักจะทำไม่ได้ในผู้ป่วยที่อาการหนัก ผู้ปวยที่ความดันในกะโหลกสูงหรือมีเลือดออกในเนื้อสมองร่วมด้วย รวมถึงรายที่มีลักษณะหลอดเลือดซับซ้อนมาก

ควรตรวจคัดกรองหาโรคหลอดเลือดโป่งพองในสมองในสมองหรือไม่
เนื่องจากเป็นภาวะที่มีอาการได้รุนแรงและรวดเร็ว และอาการไม่จำเพาะ แต่ก็พบได้ไม่บ่อย ดังนั้น แนะนำให้ทำการตรวจคัดกรองในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยง ได้แก่
- มีโรคทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดโป่งพองในสมอง
- มีประวัติครอบครัวเป็นโรค 2 คนขึ้นไป (ใน first degree relatives)
- มีอาการและประวัติเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดแตก เช่น ความดันโลหิตสูง สูบบุหรี่จัด ดื่มเหล้าประจำ มีการใช้สารเสพติด
แล้วคนทั่วไปควรทำอย่างไร
คนทั่วไป ไม่แนะนำให้ทำการตรวจดูหลอดเลือดโดยไม่มีข้อบ่งชี้ แต่แนะนำให้คุมปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดโป่งพองหรือหลอดเลือดแตก ได้แก่
- การควบคุมโรคประจำตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูง
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง มีความยืดหยุ่น
- หยุดสูบบุหรี่ งดแอลกอฮอล์ และเลิกการใช้สารเสพติด